แนะนำฟีเจอร์เพิ่มความปลอดภัยให้ iPhone มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น พร้อมวิธีตั้งค่า | iStudio by SPVi

วิธีตั้งค่า iPhone ให้เป็นส่วนตัว ปิดการติดตามตำแหน่งและเข้าถึงข้อมูลเพื่อความปลอดภัย

วิธีตั้งค่า iPhone ให้เป็นส่วนตัว ปิดการติดตามตำแหน่งและเข้าถึงข้อมูลเพื่อความปลอดภัย

แนะนำ 6 วิธีป้องกันการถูกเข้าถึงข้อมูลเกินจำเป็นบน iPhone

 

เคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้บนโทรศัพท์ของคุณบ้างมั้ย?

ไปสถานที่ต่าง ๆ แล้วมีแจ้งเตือนโปรโมชันจากแอปหรือ SMS เกี่ยวกับร้านค้า ร้านอาหารส่งในบริเวณนั้นส่งมา’ ‘ค้นหาสินค้าจากแอปหนึ่งแล้วเจอโฆษณาแนะนำสินค้าประเภทเดียวกันในแอปอื่น ๆ ตามมาเต็มไปหมด’ ‘มีการแนะนำหรือเพิ่มผู้ใช้จากรายชื่อติดต่อในแอปโซเชียลมีเดียต่าง ๆ อยู่เสมอ’

 

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเจอการแจ้งเตือนเหล่านี้บ้างแน่นอน ซึ่งอาจทำให้เรารู้สึกรำคาญ ไม่ปลอดภัยและถูกเข้าถึงข้อมูลความเป็นส่วนตัวมากเกินจำเป็น ทั้งการถูกติดตามตำแหน่ง รายชื่อผู้ติดต่อ แต่ถ้าหากคุณใช้ iPhone บอกเลยว่าทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยจะกลายเป็นเรื่องเล็กที่ทำให้คุณแทบไม่ต้องกังวลอีกต่อไปเพราะ Apple ออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ มาเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ทุกคน ทำให้เราสามารถควบคุมทุกอย่างได้เองตั้งแต่เริ่มเปิดใช้งานเครื่องครั้งแรกไปจนถึงทุกครั้งที่ใช้แอปต่างๆ ในบทความนี้ iStudio by SPVi จะมาสรุปฟีเจอร์และวิธีการตั้งค่า iPhone ให้เป็นส่วนตัว ป้องกันการถูกเข้าถึงข้อมูลเพิ่มความปลอดภัยได้มากขึ้น

 

ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยบน iPhone คืออะไร ?

ความเป็นส่วนตัวคือการที่เราสามารถตั้งค่า iPhone ให้มีความปลอดภัยจากการถูกเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เช่น รูปภาพ รายชื่อ สถานที่ รวมไปถึงจัดการข้อมูลการแชร์ข้อมูลกับบุคคลอื่นที่เราสามารถดูและยกเลิกการแชร์ในภายหลังได้ ทั้งไฟล์งาน โน้ต ปฎิทิน อัลบั้มรูปภาพ ซึ่งแอปการตั้งค่าบน iPhone ได้ออกแบบมาให้เราเป็นผู้ควบคุมข้อมูลของตัวเอง โดยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ว่าต้องการแชร์ข้อมูลอะไร แชร์ที่ไหน และสำรองข้อมูลเมื่อไรได้อีกด้วย เมื่อใช้ iPhone ที่เป็น iOS  14.5 ขึ้นไป เรายังสามารถควบคุมได้มากขึ้นว่าแอปต่าง ๆ จะใช้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อติดตามได้อย่างไรบ้าง

 

 

เมื่อพูดถึงฟีเจอร์ความปลอดภัยบน iPhone สิ่งแรกที่เราจะนึกถึงกันก็คือการตั้งค่ารหัสผ่าน 6 หลัก และ Touch ID หรือ Face ID ที่เป็นวิธียืนยันตัวตนที่ง่ายและปลอดภัยในการปลดล็อค iPhone เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นมาเปิดใช้งานและเข้าถึงข้อมูลความเป็นส่วนตัวที่อยู่บนเครื่องของเราได้ และในตอนนี้ iPhone 16e ใหม่ก็มาพร้อม Face ID อีกด้วย ที่สำคัญบน iPhone ยังมีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยอีกมากมายที่จะช่วยปกป้อง iPhone ของเราไม่ให้คนอื่นสามารถใช้งานอุปกรณ์และเข้าถึงข้อมูลของเราได้


1) ปิดการแชร์ตำแหน่งในค้นหาของฉัน (Find My)

ใครที่เคยแชร์ตำแหน่งตัวเองไว้ให้คนอื่น สามารถดูรายชื่อคนที่เราได้แชร์โลเคชันไว้ให้ทั้งหมดได้ที่แอปค้นหาของฉัน (Find My) จากนั้นเลือกรายชื่อแล้วหยุดการแชร์ตำแหน่ง (Stop Sharing My Location) ได้เลย


2) ตรวจสอบสิ่งที่เคยแชร์ร่วมกับผู้อื่น

บางครั้งเรามีความจำเป็นที่จะต้องแชร์สิ่งต่าง ๆ เวลาใช้ iPhone ให้คนอื่นอยู่เสมอ เช่น อัลบั้มรูปภาพ ตารางงาน สถานที่อยู่ปัจจุบัน หรือไฟล์เอกสาร โฟลเดอร์งานที่ทำ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปอาจมีบางคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ เราเคยแชร์ร่วมกันไว้แล้ว การปล่อยให้ข้อมูลเหล่านั้นยังถูกแชร์อยู่อาจเกิดผลกระทบตามมาในภายหลังได้ บน iPhone มีฟีเจอร์การตรวจสอบด้านความปลอดภัย ช่วยให้เราตรวจสอบและอัปเดตการแชร์ข้อมูลต่าง ๆ กับแต่ละคนและแต่ละแอปได้ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตั้ง โน้ต รูปภาพ ปฏิทิน เป็นต้น

 

วิธีตั้งค่าจัดการการแชร์และการเข้าถึง

1) ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security)

2) การตรวจสอบด้านความปลอดภัย (Safety Check) > จัดการการแชร์และการเข้าถึง (Manage Sharing & Access)

 

 

3) เข้าสู่ขั้นตอนที่ 1 จัดการสิ่งที่แชร์อยู่กับผู้คน แตะดำเนินการต่อ (Continue) > เลือกรายชื่อ (People) และข้อมูล (Information) > ตรวจสอบการแชร์ (Review Sharing) > เลือกผู้คนและข้อมูลแล้วกดหยุดการแชร์ (Stop Sharing) > ดำเนินการต่อ (Continue)

 

 

4) ขั้นตอนที่ 2 จัดการแอปที่เข้าถึงข้อมูล เลือกแอป (App) และข้อมูล (Information) > หยุดการเข้าถึงของแอป (Stop App Access) > ดำเนินการต่อ (Continue)

 

 

5) ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบความปลอดภัยของบัญชี เลือกรายชื่ออุปกรณ์ที่ต้องการลบ ตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้รับรหัสการตรวจสอบยืนยันเพื่อยืนยันตัวตน > อัปเดตรหัสผ่าน Apple ID > ตรวจสอบรายชื่อผู้ติดต่อฉุกเฉิน > อัปเดตรหัสผ่านอุปกรณ์

 

 

6) ตรวจสอบด้านความปลอดภัยสำเร็จเรียบร้อย แตะเสร็จสิ้น (Done) เพื่อจบขั้นตอนทั้งหมด

 

 

2) ตรวจสอบข้อมูลการเข้าถึงของแต่ละแอปบน iPhone

ตั้งแต่ iOS 15.2 ขึ้นไป สามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์รายงานความเป็นส่วนตัวของแอปเพื่อดูรายละเอียดว่าแอปต่างๆ ที่เราเปิดใช้งานเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง กล้อง ไมโครโฟน รายชื่อและอื่นๆ บ่อยแค่ไหน รวมถึงโดเมนเว็บที่แอปทั้งหมดติดต่อบ่อยที่สุด โดยจะแสดงจำนวนครั้งและเวลาที่แอปเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนต่อความเป็นส่วนตัวในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ซึ่งการรายงานความเป็นส่วนตัวของแอปจะเริ่มรวบรวมข้อมูลหลังจากที่เปิดใช้งานแล้วเท่านั้น

 

 

วิธีเปิดใช้รายงานความเป็นส่วนตัวของแอป

1) ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security)

2) เลือก รายงานความเป็นส่วนตัวของแอป (App Privacy Report)

3) แตะ เปิดใช้รายงานความเป็นส่วนตัวของแอป

 

 

3) จัดการไม่ให้แอปเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งจริง

เวลาที่เราได้รับข้อความแจ้งเตือนจากแอปหรือ SMS ที่ส่งมาเกี่ยวกับร้านค้าหรือสินค้าที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณที่เราอยู่ ณ ขณะนั้น อาจเป็นเพราะการเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งที่เราได้เปิดเอาไว้ ตั้งแต่ iOS  14 เป็นต้นไป เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้แอปเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งโดยประมาณหรือไม่ ซึ่งจะบอกเป็นพื้นที่กว้างๆ ประมาณ 25 ตารางกิโลเมตร แทนที่จะให้รู้ตำแหน่งที่แน่ชัด หรือถ้าหากต้องการปิดการเข้าถึงข้อมูลก็สามารถเลือกแก้ไขการอนุญาตการเข้าถึงได้ทุกเมื่อ

 

วิธีการเปิดหรือปิดบริการหาตำแหน่งที่ตั้งสำหรับแต่ละแอป

1) ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security)

2) บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง (Location & Services) > ตรวจสอบว่าบริการหาตำแหน่งที่ตั้งเปิดหรือปิดอยู่

3) เลื่อนลงเพื่อค้นหาแอป > แตะที่แอปนั้นๆ แล้วเลือกตัวเลือก ซึ่งมีดังนี้

  • ไม่เลย (Never) ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลบริการหาตำแหน่งที่ตั้ง
  • ถามครั้งถัดไปหรือเมื่อฉันแชร์ (Ask Next Time Or When I Share) สามารถเลือกอนุญาตในระหว่างใช้แอป อนุญาตครั้งเดียว หรือไม่อนุญาต
  • ในขณะใช้แอป (While Using the App) อนุญาตให้เข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งได้เมื่อแอปหรือคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งของแอปนั้นปรากฏบนหน้าจอเท่านั้น 
  • ตลอดเวลา (Always) อนุญาตให้เข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งได้ แม้ว่าแอปนั้นจะทำงานในเบื้องหลังก็ตาม

 

 

 

วิธีแชร์ตำแหน่งที่ตั้งเฉพาะ

1) ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security)

2) บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง (Location & Services) > ตรวจสอบว่าบริการหาตำแหน่งที่ตั้งเปิดหรือปิดอยู่

3) เลื่อนลงเพื่อค้นหาแอป > แตะที่แอปนั้นๆ แล้วเลือกเปิดหรือปิดตำแหน่งที่ตั้งจริง (Precise Location)

 

นอกจากการตั้งค่าให้เราควบคุมการอนุญาตการเข้าถึงข้อมูลส่วนต่างๆ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน iPhone แล้ว บนแอปพลิเคชันอื่นๆ ก็สามารถตั้งค่าควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยได้ด้วยเช่นกัน

 

4) ตั้งค่าการใช้งาน Safari ให้เป็นส่วนตัวและจำกัดการติดตาม

Safari เป็นแอปที่ทุกคนต้องได้ใช้อย่างแน่นอนเพราะเป็นเว็บเบราว์เซอร์พื้นฐานที่มาพร้อม iPhone ใช้เข้าเว็บไซต์ เสิร์ชหาข้อมูลต่างๆ ซึ่งอาจเคยสังเกตเห็นว่าเวลาที่เราค้นหาอะไรบางอย่าง สักพักเราจะเริ่มเห็นสิ่งนั้นปรากฎอยู่ในหลายๆ เว็บที่เราเข้าไปดู นั่นเป็นเพราะการติดตามคุกกี้และข้อมูลเว็บไซต์ ที่เรียนรู้การใช้งานของเราแล้วเลือกแสดงโฆษณาสิ่งที่เราสนใจมาให้เห็น เราสามารถปรับแต่งการตั้งค่า Safari ให้มีความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยเหมาะสมกับการใช้งานได้หลายวิธีดังนี้

 

 

ฟีเจอร์การป้องกันการติดตามอัจฉริยะ จะใช้การเรียนรู้ของระบบและระบบอัจฉริยะในตัวอุปกรณ์แบบล่าสุดเพื่อป้องกันการติดตามข้ามไซต์ ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของเราโดยป้องกันจากการติดตามข้ามไซต์และลดข้อมูลที่ส่งต่อไปยังบริษัทอื่นให้เหลือน้อยที่สุด โดยที่เราจะได้รับการปกป้องทั้งหมดนี้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนการตั้งค่าใดๆ อีกด้วย เพราะคุณสมบัติการป้องกันการติดตามอัจฉริยะนั้นทำงานอยู่แล้วตามค่าเริ่มต้น

 

ป้องกันการติดตามจากโซเชียลวิดเจ็ต ขณะที่เราอ่านข่าว อ่านบทความบนหน้าเว็บไซต์ Safari จะมีการป้องกันการติดตามจากโซเชียลวิดเจ็ตที่ฝังอยู่ในเว็บไซต์ต่างๆ อย่างปุ่มถูกใจ  ปุ่มแชร์ และช่องแสดงความเห็น ซึ่งสามารถใช้ในการติดตามได้ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้คลิกหรือใช้วิดเจ็ตเหล่านั้นเลยก็ตาม โดย Safari จะบล็อคการติดตามนี้อยู่แล้วเป็นค่าเริ่มต้นเพื่อป้องกันไม่ให้โซเชียลวิดเจ็ตรู้ว่าเราเป็นใคร

 

โหมดเลือกชมเว็บแบบส่วนตัว หรือ Private Browsing Mode เมื่อเปิดใช้งาน Safari จะไม่เพิ่มเว็บไซต์ที่เปิดลงในประวัติการเข้าชม ไม่จดจำสิ่งที่ค้นหา หรือบันทึกข้อมูลใดๆ จากแบบฟอร์มออนไลน์ที่กรอก สามารถใช้ตัวปิดกั้นเนื้อหาเพื่อควบคุมคอนเทนต์ที่เบราว์เซอร์โหลดขึ้นมาและป้องกันไม่ให้ใครพยายามติดตามกิจกรรมการใช้งานบนเว็บไซต์หรือระหว่างเว็บไซต์ต่างๆ ได้

 

 

วิธีควบคุมการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยสำหรับ Safari

ไปที่ การตั้งค่า (Settings)  > Safari จากนั้นด้านล่างความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย (Privacy & Security) ให้เปิดใช้หรือปิดใช้สิ่งต่อไปนี้

  • ป้องกันการติดตามข้ามไซต์ (Prevent Cross-Site Tracking) Safari จะจำกัดคุกกี้และข้อมูลจากบริษัทหรือบุคคลอื่นตามค่าเริ่มต้น ปิดใช้ตัวเลือกนี้เพื่ออนุญาตให้ใช้การติดตามข้ามไซต์
  • ซ่อนที่อยู่ IP (Hide IP Address) Safari จะปกป้องที่อยู่ IP จากตัวติดตามที่รู้จักโดยอัตโนมัติ
  • ปิดกั้นคุกกี้ทั้งหมด (Block All Cookies) เปิดใช้ตัวเลือกนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เว็บไซต์เพิ่มคุกกี้ไปยัง iPhone ในการเอาคุกกี้ที่มีอยู่แล้วบน iPhone ออก ให้ไปที่ การตั้งค่า (Settings)  > Safari > ล้างประวัติและข้อมูลเว็บไซต์ (Clear History and Website Data)
  • คำเตือนเว็บไซต์หลอกลวง (Fraudulent Website Warning) Safari จะแสดงคำเตือนหากกำลังเปิดเว็บไซต์ที่น่าจะหลอกลวง
  • การวัดประสิทธิภาพโฆษณาแบบรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy Preserving Ad Measurement) คุณสมบัตินี้จะป้องกันไม่ให้เว็บไซต์ดูข้อความส่วนบุคคลเพื่อแสดงโฆษณาให้กับเราได้

 

5) ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple ID เพื่อจำกัดการเข้าถึงอีเมลส่วนตัว

การสมัครบัญชีผู้ใช้บนแอปที่โหลดมาใหม่ อะไรจะง่ายไปกว่าการเลือก Sign in with Apple หรือ ลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple เพราะทั้งสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งการลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple ID เว็บไซต์และแอปต่างๆ จะขอข้อมูลได้มากสุดเพียงแค่ชื่อและที่อยู่อีเมลเท่านั้น จะไม่มีการติดตามหรือเก็บข้อมูลการใช้งานของเราใดใดทั้งสิ้น ใครที่ได้รับเมลข่าวสาร แนะนำสินค้าและโปรโมชันจากการใช้อีเมลสมัครสร้างบัญชีกับแอปหรือเว็บไซต์อยู่บ่อยๆ เปลี่ยนมาลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple ID เพิ่มความเป็นส่วนตัวในการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น

 

 

 

  • ซ่อนอีเมล (Hide My Email) หากไม่ต้องการแชร์ที่อยู่อีเมลกับแอปหรือเว็บไซต์ใดก็สามารถเลือกให้ซ่อนได้ และยังเลือกให้ Apple สร้างที่อยู่อีเมลเฉพาะเพื่อใช้ส่งต่อข้อความไปยังอีเมลจริงได้อีกด้วย
  • การตรวจสอบสิทธิ์สองปัจจัยสำหรับ Apple ID (Two-factor authentication) การใช้งานคุณสมบัติลงชื่อเข้าด้วย Apple ต้องใช้กับ Apple  ID ที่เปิดใช้งานการตรวจสอบสิทธิ์สองปัจจัย เพื่อทำให้การเข้าถึงบัญชีต่างๆ ในแอปปลอดภัยยิ่งขึ้นไปอีก ไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ชื่อของคุณ > รหัสผ่านและความปลอดภัย (Password & Security) แตะเปิดใช้การตรวจสอบสิทธิ์สองปัจจัย (Two-factor authentication) จากนั้นแตะดำเนินการต่อและทำตามคำแนะนำบนหน้าจอ

 

ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยที่ Apple สร้างให้กับผู้ใช้ iPhone ทุกคนในการใช้งานด้านอื่นๆ บน iPhone ก็ยังสามารถตั้งค่าควบคุมการอนุญาตส่วนต่างๆ ได้ มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่หายหรือรั่วไหลอย่างแน่นอน และยังมีอีก 8 เทคนิคตั้งค่าเพิ่มความเป็นส่วนตัวบน iPhone ให้ลองปรับใช้อีกด้วย เปลี่ยนใจมาใช้ iPhone เพื่อให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น สามารถเลือก iPhone รุ่นที่ใช่ในแบบที่ชอบได้ที่ iStudio by SPVi ทุกสาขารวมถึงช่องทางออนไลน์ เรามีพนักงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการ

 

USB-C Charge Cable

สั่งซื้อ

Adapter 20W USB-C

สั่งซื้อ

Adapter 20W USB-C

สั่งซื้อ


ซื้อ iPhone ที่ iStudio by SPVi ดีกว่ายังไง?

ที่ iStudio by SPVi (และ iBeat by SPVi) เรามีพนักงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานของทุกผลิตภัณฑ์ Apple ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, MacBook, Apple Watch, HomePod, AirPods และอื่น ๆ มีตัวเครื่องสินค้าให้ได้ทดลองใช้งานจริง กิจกรรม Traning & Workshop อีกทั้งยังมีบริการ Trade in นำเครื่องเก่ามาเป็นส่วนลดแลกซื้อเครื่องใหม่รับเครดิตแลกซื้อราคาประเมินเริ่มต้นขั้นต่ำ 50% สามารถประเมินราคาล่วงหน้าด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน CompAsia

โปรโมชันพิเศษช้อปหน้าร้านผ่อน 0% สูงสุด 36 เดือน* หรือ ช้อปออนไลน์ผ่อน 0% สูงสุด 10 เดือน* พร้อมรับเครดิตเงินคืน จัดส่งฟรีทั่วประเทศไม่มีขั้นต่ำหรือเลือกรับสินค้าได้เองที่หน้าร้าน และสามารถผ่อนไอโฟน 0% แบบไม่ใช้บัตรเครดิตได้ด้วยผ่านบริการ Pay Next Extra เมื่อซื้อสินค้าแล้วจะได้รับการบริการหลังการขายที่ครอบคลุมทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็คสภาพเครื่อง เปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือซ่อม/เปลี่ยนอะไหล่ในส่วนต่าง ๆ ของอุปกรณ์ภายใต้มาตรฐาน Apple Authorised Service Provider ที่ iCenter ทุกสาขา ให้บริการโดยช่างเทคนิคที่ผ่านการทดสอบ Apple Certified

*ราคาประเมินสูงสุด 100,600.- จากรุ่น MacBook Pro M3 Max
*ราคาประเมินอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับรุ่นและสภาพที่นำมาเทรด
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารและบริษัทฯกำหนด กรุณาตรวจสอบโปรโมชัน ณ จุดขายอีกครั้ง

 


 บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
 วิธีซื้อ Apple ในราคาเพื่อการศึกษา
 เช็คสินค้า Apple ราคานักเรียน-นักศึกษา

 

Back to blog